สวัสดีคร้าบทุกท่าน ก็มาพบกับผมอีกเช่นเคยนะคร้าบ (ก็แหงสิ...นี่ blog เรานี่หว่า...เราเขียนคนเดียว ยังจะมีใครอีกล่ะ...)

วันนี้ผมก็จะเอาประสบการณ์ที่ผมไปสัมภาษณ์กับ Siemens มาเล่าให้ฟังนะครับ แต่ก่อนจะเริ่ม ก็ขอเกริ่นอะไรสักหน่อย...ที่ตัดสินใจเขียนขึ้นมาก็เพราะว่ายังจำได้อยู่ เลยต้องรีบเขียนก่อนที่จะลืมนี่ล่ะ...

ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าตอนนี้ผมเป็นนักศึกษาปี 4 ของสถาบันแห่งหนึ่ง (ก็ผมมักจะบ่นเรื่องนี้ออกจะบ่อย ใน entry ที่แล้วมานี่เนอะ) ผมก็ต้องคิดเอาไว้ว่าพอเรียนจบแล้วจะทำอะไรต่อ บางคนก็คงคิดที่จะเริ่มทำงานเลย หรือบางคนก็อาจจะศึกษาต่อในประเทศหรือต่างประเทศ บางคนก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อในอนาคตดี ผมก็เคยเป็นคนประเภทหลังสุดนี่แหละครับ ตอนแรกก็กะไว้ว่าจะเรียนต่อแน่ๆ เพราะว่าดูจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้กำลังย่ำแย่เนื่องจาก Hamburger Crisis ที่เริ่มที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่ว แม้กระทั่งประเทศไทย มีหลายบริษัทที่เริ่มปิดตัวลงหรือไม่ก็ลดจำนวนพนักงาน ผมก็คิดว่าถ้าหางานทำตอนนี้ก็คงจะหายาก ก็เริ่มเลยตัดสินใจเรียนต่อขึ้นมา แต่อีกใจหนึ่งก็อยากที่จะหางานทำมากกว่า เพราะผมคิดว่า นี่ ตั้งแต่เกิดมาเนี่ย เราคงใช้จ่ายไปมากเหมือนกันนะ แล้วเงินที่เราใช้ไปเนี่ยมันใช่เงินเราซะที่ไหน เป็นเงินจากการทำงานหนักของพ่อกับแม่ต่างหาก คิดแล้วมันก็น้อยใจที่เราเองเนี่ยไม่สามารถ "หาเงิน" มาได้เองเลย ขนาดตอนที่ได้ไปฝึกงานเนี่ย ก็ดันไม่ได้ค่าตอบแทนเสียอีก เฮ้อ!  (แต่ก็ดีที่เขารับหมดทุกคนที่สมัครเข้าไป แล้วก็ได้ประสบการณ์จากการฝึกงาน แล้วก็เอาไปเขียนใน resume ได้อีกบรรทัดนึง - -') ปัดโธ๋โว้ย! มันน่าเจ็บใจ! ผมก็เลยพยายามที่จะงก เอ๊ย ใช้เงินอย่างประหยัดที่สุด เราอยากที่จะหาเงินได้ด้วยตนเอง เผื่อเวลาอยากซื้อของจะได้ซื้อได้อย่่างอิสระ นั่นก็ทำให้ผมอยากหางานทำขึ้นมา แต่ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะเอายังไง ก็ลองไปถามพ่อกับแม่ดูสักหน่อยดีกว่า แม่ก็บอกว่าเอาอย่างไรก็ได้ แต่เมื่อไปถามพ่อ พ่อก็อยากให้ผมเรียนต่อมากกว่า พ่อบอกว่าอยากให้ผมเรียนสูงเข้าไว้ ถ้าจะให้ดีก็เรียนปริญญาเอกไปเลย จะได้มีคนยอมรับนับถือ แล้วก็อยากให้มีคำย่อ "ดร." อยู่หน้าชื่อด้วย พอผมได้ฟังก็ไม่อยากจะขัดใจพ่อเลยล่ะครับ ก็เลยตัดสินใจที่จะเรียนต่อตั้งแต่นั้นมา...

เฮ้อ...บ่นเสร็จแล้วก็ขอกลับมาเข้าเรื่องกันเลยครับ เรื่องมันก็เริ่มที่ผมรู้จากอีเมล์ของกลุ่มวิชาโปรเจคครับว่าบริษัทซีเมนส์ (Siemens) จะมาทำการบรรยายแนะนำบริษัทที่คณะ แล้วก็จะมีการสัมภาษณ์รอบแรกในวันนั้นเลย ผมก็เลยสนใจ เข้าไปฟังบรรยาย ก็ได้ความว่า บริษัท Siemens เป็นบริษัทที่ทำกิจการหลายด้าน อย่างเช่น อุตสาหกรรม, พลังงาน, สุขภาพ (เครื่องมือแพทย์), แล้วก็บริการทางด้าน IT ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ก็ยังมีโปรแกรม SIS (ย่อมาจาก Siemens IT Solutions and Services) เป็นโปรแกรมสำหรับนักศึกษาฝึกงาน เพื่อฝึกความสามารถในการใช้โปรแกรม SAP ซึ่งเป็น Enterprise Resource Planning software ที่นิยมใช้กันในหลายบริษัททั่วประเทศ แบบว่าถ้าใช้ SAP เป็นก็มีโอกาสที่จะได้เข้าทำงานในบริษัทต่างประเทศง่ายขึ้นบ้าง ใช้เวลาในการฝึกงานประมาณ 6 เดือน แล้วคนที่ทำผลงานได้ดีในขณะที่ฝึกงานก็จะมีโอกาสได้เป็นพนักงานประจำของ Siemens อีกด้วย ผมก็เลยลองสมัคร SIS ไปเล่นๆ แต่ถึงจะได้จริงก็คงไม่เอาหรอกครับ เพราะว่าต้องเสียเวลาไป 6 เดือน ถ้าเรียนจบเดือนมีนาคมแล้วเข้าฝึก SIS กว่าจะเสร็จก็เดือนตุลาคมแล้ว อย่างนี้สู้เรียนต่อเลยจะดีกว่า...

พอฟังบรรยายเสร็จก็ได้เวลาสัมภาษณ์รอบที่หนึ่ง ตอนสัมภาษณ์ก็กังวลอยู่นิดหนึ่งเหมือนกัน แบบว่าฟังคำถามไม่ค่อยทัน แล้วก็สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษด้วย แต่นั่นไม่ใช้ปัญหาหรอกครับ บางทีก็รู้สึกตัวเองว่าใช้เวลาในการคิดตอบมากไปหน่อย...แต่มันก็ผ่านไปแล้วล่ะ...

หลังจากสัมภาษณ์ผ่านไปหลายวัน ผมก็ได้รับอีเมล์จาก Siemens บอกว่าผมผ่านการสัมภาษณ์รอบที่หนึ่งแล้ว ให้มาสัมภาษณ์รอบที่สองในวันที่ 14 ม.ค. 52 โอ้! เรานี่ก็มีฝีมือเหมือนกันแฮะ! ไหนๆ ก็ผ่านรอบหนึ่งแล้ว ลองไปรอบ 2 ดูดีกว่า เนื่องจากบริษัท Siemens มีสำนักงานอยู่ไกลจากรังสิตพอสมควร เพื่อนที่ผ่านสัมภาษณ์รอบที่ 1 เหมือนกันก็ชวนไปพักที่อพาร์ทเมนต์ของเขา ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากอพาร์ทเมนต์ไป Siemens น้อยกว่าจากรังสิตแน่นอน พอกลับบ้านไปผมก็เตรียมชุดสำหรับค้าง 1 คืน แต่ตอนกลางวันก็ใส่ชุดนักศึกษาชุดเดียวกับที่ใช้ก่อนไปนี่แหละครับ ตอนแรกก็คิดว่าเราจะได้สัมภาษณ์วันพรุ่งนี้แล้ว แต่ทว่า....หลังจากใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงกว่า พอไปถึงอพาร์ทเมนต์เพื่อนแล้ว ก็มีโทรศัพท์จาก Siemens มา ผมก็คิดว่า สงสัยเขาโทรมายืนยันการสัมภาษณ์พรุ่งนี้มั้ง ก็เลยรับโทรศัพท์...

สวัสดีครับ...อืม...ครับ..เอ๋...วะ ว่าไงนะ...หา! ไม่จริงน่า! ไม่จริ๊งงงงงงงง!!!

บังเอิญว่าคนสัมภาษณ์ไม่สามารถมาได้เนื่องจากติดภารกิจบางอย่าง การสัมภาษณ์ก็เลยถูกเลื่อนออกไปเป็นอาทิตย์หน้า! เขานัดใหม่อีกครั้งเป็นวันที่ 20-21 ม.ค. 52...อ้าว! แล้วที่เราอุตส่าห์เดินทางมานี่ล่ะ!? เฮอะ! นึกซะว่าเป็นการมาเที่ยวบ้านเพื่อนละกัน ตอนนั้นก็คิดว่ายังดีนะเนี่ยที่ไม่โทรบอกก่อนสัมภาษณ์ซักครึ่งชั่วโมง...เป็นอันว่่าผมกับเพื่อนอีกสองคนที่ถูกเลื่อนไปก็ไม่ได้สัมภาษณ์ แต่เพื่อนอีก 2 คนยังได้สัมภาษณ์สัปดาห์นี้อยู่ (เพราะคนสัมภาษณ์คนละคนกัน) ดีล่ะ! พรุ่งนี้ก็ไปด้วยดีกว่า จะได้รู้ว่าเขาจะถามอะไรบ้าง แล้วก็จะได้เตรียมตัวถูกด้วย วันต่อมาก็ไปที่สำนักงานใหญ่ของ Siemens กัน คนที่ไม่ได้สัมภาษณ์ก็รออยู่ด้านล่าง พอเพื่อนสัมภาษณ์เสร็จก็ลงมาเจอกัน ก็เลยถามไปว่าเขาถามอะไรบ้าง เพื่อนก็บอกว่า เขาถามว่า Privilege Card คืออะไร...หา ว่าไงนะ!? Privilege Card ตูเองก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยอ้ะ! แล้วก็มีถามอีกว่าในประเทศไทยเนี่ยมีรถยนต์ทั้งหมดกี่คัน ป๊าด! ป้าดป้าดป้าดป้าดป้าด! ใครมันจะไปรู้ฟะ ถ้าเราเจอคำถามอย่างนี้บ้างสงสัยตายสถานเดียว! พอสัมภาษณ์เสร็จก็ไปเที่ยวกันแถวสยามพารากอน แหม เกือบจะได้หลงรอบสองอีกแล้วครับ ก็เพื่อนบอกว่าจะไป Siam Paragon แต่ผมจะอยู่แถวๆ Central World พอเสร็จแล้วก็จะเดินไปหาที่พารากอนซะหน่อย ปรากฏว่าพอผมไปถึงพารากอนได้สักพัก เพื่อนก็โทรมาบอกว่าจะกลับกันแล้ว กำลังรออยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์...

หา! เซ็นทรัลเวิลด์!? นี่เราก็เพิ่งจะเดินจากเซ็นทรัลเวิลด์มาพารากอนได้สักพักเองนะ! ก็ได้ ก็ได้ กลับไปก็ได้ แล้วก็ได้เดินออกกำลังกายเล่นอีกครั้งหนึ่ง - -' พอเจอกันแล้วก็เริ่มเดินทางกลับ

เฮ้อ! ชักเหนือยแล้วสิ เนื้อเรื่องก็เพิ่งดำเนินไปแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นเอง ยังมีอะไรอยากจะเล่าอีกเยอะเลย แต่ก็มีงานที่ยังต้องทำด้วย เอาไว้ถ้ามีเวลาว่าง ผมจะกลับมาอัพ Part 2 ให้อ่านกันแน่นอนครับ!

Comment

Comment:

Tweet

ผมจะสัมภาษณ์ วันที่ 20 ม.ค. 58 เเล้ว ขอพรหน่อยครับ confused smile confused smile confused smile

#4 By (14.207.175.9|14.207.175.9) on 2015-01-17 16:03

เเร้วรถมีกี่คันครับ

#3 By (14.207.175.9|14.207.175.9) on 2015-01-17 16:01

555+ วุ่นจิงเนอะ ช่วงนั้น ตอนนัดกันเจอสยาม ปมก็อุส่าออกจากรังสิต มา - - จู่ๆ ก็เลิกกันซะงั้น เสียเที่ยว ซื้อ subway กินราบายอารมณ์ซะนิ

#2 By Unknown Lifeform on 2009-01-28 09:18

ขอให้สัมภาษณ์สัปดาห์หน้าผ่านไปด้วยดีแล้วกันจ้า อิอิ confused smile

ปล.แอบเซ็งนะเนี่ย คนสัมภาษณ์มาเลื่อนกระทันหันแบบนี้ sad smile

#1 By Natchan on 2009-01-26 09:07