sis

เอาล่ะ! ในที่สุดก็มีเวลามาอัพ blog ซะที! อืม...คราวที่แล้วเราเขียนอะไรไปนะ...อ๋อ จำได้ล่ะ! ผมเล่าประสบการณ์ตอนที่ผมไปสอบสัมภาษณ์ที่ Siemens นี่เอง รู้สึกคราวที่แล้วจะจบลงหลังจากที่ผมเกือบจะหลงทางในสยาม แต่ก็กลับมาเจอกับเพื่อนได้ แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ผมยังไม่ได้เล่าเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ของผมเลยนี่เนอะ! คราวนี้ไม่พลาดแน่!

เริ่มจากวันที่ 20 ม.ค. 52 ซึ่งเป็นวันก่อนวันสัมภาษณ์วันนึง คงจะจำกันได้นะครับจาก Part 1 เขาเลื่อนวันสัมภาษณ์มาเป็นวันที่ 20-21 ม.ค. 52 แต่เนื่องจากวันที่ 20 นั้นอาจารย์บอกว่าจะมี quiz ก็เลยตัดสินใจสัมภาษณ์วันที่ 21 แทน ทำให้เพื่อนบางส่วนที่ถูกเลื่อนเหมือนกันที่ไปสัมภาษณ์วันที่ 20 ตอนเช้าก็เรียนถึงสิบโมงครึ่ง พอตอนบ่ายก็ทำ quiz แล้วก็เรียนต่ออีกจนถึงบ่ายสองครึ่ง แล้วก็เดินทางไปอพาร์ทเมนต์เพื่อน ระหว่างเดินทางก็คิดว่า เหมือนเดจาวูเลยแฮะ สัปดาห์ที่แล้วกับสัปดาห์นี้เนี่ยมีกิจวัตรคล้ายกันมาก แต่ก็แตกต่างกันบ้าง อย่างเช่น คราวนี้คนไปน้อยลง จาก 7 คนในอาทิตย์ที่แล้วเหลือแค่ 5 คนในอาทิตย์นี้ แล้วก็ไปถึงที่อพาร์ทเมนต์เพื่อนเร็วกว่าเดิมด้วย พอไปถึงก็ออกไปทานข้าวกันที่โลตัสแถวๆ นั้น หลังจากทานข้าวเสร็จก็เข้าห้องพัก เนื่องจากคนที่จะถูกสัมภาษณ์คราวนี้ก็คือผม แล้วก็เพื่อนอีกสองคน ถ้าเข้าไปสัมภาษณ์เลยสงสัยจะลำบาก งั้นก็อ่านข้อมูลเตรียมไว้ดีกว่า เผื่อเจอคำถามแปลกๆ อีก อย่างที่เพื่อนเจอมาแล้ว ผมก็เข้าไปค้นคว้าในเว็บแล้วก็จดเป็นโพยไว้ท่องจำด้วย เอาไว้ใช้อ่านก่อนสัมภาษณ์...

และแล้ว วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พุทธศักราช 2552 ก็มาถึง...

เอาแล้วไง...เริ่มตื่นเต้นแล้วสิเรา...

ผมตื่นตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง ลุกขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวัน พลางนึกไปถึงสัปดาห์ที่แล้วอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ เรานี่แหละที่ต้องไปสัมภาษณ์... หลังจากเพื่อนเตรียมตัวกันเสร็จแล้วก็ออกเดินทางไปยังสำนักงานใหญ่ของ Siemens อีกครั้งหนึ่ง...

เป็นที่รู้กันครับว่าแถวๆ บางนากับพระโขนงนั้นรถติดมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน ช่วงที่คนเริ่มออกเดินทางไปทำงานกัน กว่าจะไปถึงก็เกือบ 9 โมงแล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่เพื่อนผมต้องเข้าไปสัมภาษณ์ ส่วนผมสัมภาษณ์เป็นคนที่สาม ในเวลา 9:30-9:45 น. ก็เลยมีเวลานั่งทำใจอยู่สักพักนึง นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อวานเราทำโพยไว้ ก็เลยหยิบขึ้นมาอ่าน แล้วเพื่อนที่เข้าไปสัมภาษณ์ก่อนผมก็ออกมาพอดี ก็เลยถามไปว่าเป็นไงบ้าง เพื่อนก็บอกว่า คนสัมภาษณ์เป็นชาวเยอรมัน พูดค่อนข้างเร็ว (ครับ...คราวนี้ก็สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษเหมือนกันกับรอบแรก ที่สัมภาษณ์เลยที่คณะ หลังจากฟังบรรยายเสร็จ แต่รอบแรกสัมภาษณ์กับคนไทยนี่หว่า!!!) ก็กลัวเหมือนกันว่าจะฟังไม่เข้าใจ สักพักหนึ่งก็มีคนพาผมเข้าไปที่ห้องสัมภาษณ์ พอเริ่มสัมภาษณ์ เขาก็แนะนำตัว แล้วก็ขอให้เราอธิบายในสิ่งที่เราเขียนลงใน resume ผมก็บรรยายถึงประสบการณืที่ทำมา อธิบายโปรเจคที่ทำที่โรงเรียน แล้วเขาก็ถามมาว่า Why do we have to choose you? (ทำไมเราถึงต้องเลือกคุณ) อ้าว! ตายล่ะคำถามนี้อยู่นอกเหนือการเตียมการของเรา งั้นต้องตอบสดโลด! ก็เลยบอกไปว่า Oh! I'm the fast learner, I will be able to understand how to use the system quickly! (ผมเป็นคนที่เรียนรู้เร็ว ผมสามารถเข้าใจการทำงานของมันได้อย่างรวดเร็ว) ก็โม้ไปงั้นแหละ...พอสัมภาษณ์เสร็จก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก โล่งแล้วเรา เราว่าภาษาอังกฤษของเขาก็พอฟังได้ไม่ยากเลย แต่เหมือนกับว่าเราจะพูดอะไรผิดไปนิดหน่อย...พอกลับมาหาเพื่อนก็เจอกับเพื่อนอีกคนที่เดินทางมาด้วยตัวเอง แล้วก็พูดคุยถึงเรื่องนี้ แล้วเพื่อนก็บอกว่าในจำนวนคนที่ถูกเลื่อน 9 คนเนี่ยจะมีสิทธิ์ได้รับเข้าเพียง 2 คนเท่านั้น นั่นเท่ากับว่า 5 คนที่สัมภาษณ์วันนี้จะได้เข้าเพียงแค่ 1 คน! พอดูจากชื่อคนที่มาสัมภาษณ์แล้วก็ชักจะไม่้มั่นใจแล้วสิ เราอาจจะไม่ใช่หนึ่งในสองคนนั้นก็ได้...พอเพื่อนคนนั้นสัมภาษณ์เสร็จก็ออกไปทานข้าวเที่ยงกัน

เพื่อนพามาทานอาหารเที่ยงที่ร้าน Coffee Beans (จำไม่ได้ง่ะว่าร้านอยู่แถวไหน) เพื่อนบอกว่าร้านนี้เปิดเป็นร้านกาแฟ มีขนมเค้กอร่อย แล้วก็มีอาหารปกติขายด้วย แต่ราคาออกจะสูงไปหน่อย เค้กราคาสาม... ไม่ใช่สามสิบหรอกคร้าบ มันราคา สามหลักต้นๆ !!! อื้อหือ! พอเห็นราคาแล้วก็รู้สึกอิ่มเลย แทบไม่กล้าทานเลยล่ะครับ พอดูเมนูสักพักก็เริ่มสั่งอาหารมาทานกัน

ผมสั่งข้าวผัดกระเทียมหมูกรอบ อาหารที่ออกจะดูธรรมดา แต่ราคาไม่ธรรมดา...140 บาท...พอทานเสร็จแล้วก็คิดว่า แหม...น่าจะให้ข้าวอีกหน่อยน้า...

(หมายเหตุ: ภาพทั้งหมดก็ตั้งขอขอบคุณเพื่อนผมที่ใช้มือถือถ่ายรูปเอาไว้มากเลยคร้าบ เพราะมือถือผมน่ะความละเอียดไม่สูงพอพอที่จะถ่ายรูปชัดๆ ได้...จะไปคิดมากทำม้าย ก็แค่ Nokia 6610i เท่านั้นเอง ฮือๆ)
รูปทั้งหมด คลิกเพื่อดูภาพใหญ่ครับ
Photobucket

เพื่อนคนนึงสั่งข้าวสตูไก่ อืม ก็ดูน่าทานกว่าของเรา แต่ราคาก็ย่อมสูงกว่าด้วย...220 บาท
Photobucket

เพื่อนอีกคนสั่งมินิเบอร์เกอร์เนื้อ อืม...220 บามเหมือนกัน แต่ดูน่าทานเหมือนกันแฮะ
Photobucket

อีกคนก็สั่งข้าวผัดสมุนไพรไก่ โอโห้...ดูจากสีแล้วท่าทางจะเผ็ดน่าดู...
Photobucket

หลังจากทานข้าวกันเสร็จแล้วก็ได้เวลาเสียเงินอีกร้อยกว่าๆ เพื่อทานเค้กกัน เอาล่ะเหวย! นี่จะเป็นครั้งแรกที่เราจะได้ทานเค้กไฮโซแล้ว! ผมก็เลยสั่ง Chocolate Cheese Cake ไป เนื่องจากผมสั่งทีหลังเพื่อน ก็เลยได้เค้กทีหลัง แต่แล้วผมก็รู้สึกถึงความผิดปกติ...

นี่... เราจะไม่ถ่ายรูปเค้กกันหน่อยเหรอ... เงียบ...

จะถ่ายรูปได้ยังไงเล่า! ก็เล่นทานกันไปแล้วนี่! บอกช้าไปรึเปล่าเนี่ย! ยังดีที่ผมยังไม่ได้กินเข้าไป ก็เลยได้ถ่ายรูปเอาไว้...
Photobucket

พอทานเข้าไป...โอ้! สุดยอด! ของอร่อยมันอย่างนี้นี่เอง! เค้กมีรสออกเปรี้ยวๆ เพราะชีสที่ใส่เข้าไป นี่เป็นครั้งแรกเลยล่ะคร้าบที่ผมเคยทานชีสเค้ก! ตอนแรกก็คิดว่ามันจะออกเค็มๆ เหมือนกับไส้กรอกชีสซะอีก! (ใช่สิ...ก็เรามันบ้านนอกนี่! ปกติทานแต่อาหารราคาถูก ไม่ค่อยจะได้ลิ้มรสของดีๆ เลย ฮือๆ) ดี...สุดยอดเลย...

ยังดีนะเนี่ยที่ยังมีบางคนที่ยังทานไม่หมด ก็เลยได้มาอีก 1 รูป
Photobucket

หลังจากทานกันเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันกลับเหมือนเคย...

และจากวันนั้น (21 ม.ค. 52) มาจนถึงวันนี้ (30 ม.ค. 52) ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อมาเลย...เอาน่า เขาคงใช้เลาตัดสินใจอยู่แน่ๆ ก่อนที่จะคิดว่าไม่ได้แน่ เดี๋ยวรอไปอีกหน่อยดีกว่า ใครจะไปรู้ล่ะ อาจจะมีอะไรไม่คาดคิดเกิดขึ้นก็ได้!

แล้วเจอกันใหม่ entry หน้าคร้าบ!
สวัสดีคร้าบทุกท่าน ก็มาพบกับผมอีกเช่นเคยนะคร้าบ (ก็แหงสิ...นี่ blog เรานี่หว่า...เราเขียนคนเดียว ยังจะมีใครอีกล่ะ...)

วันนี้ผมก็จะเอาประสบการณ์ที่ผมไปสัมภาษณ์กับ Siemens มาเล่าให้ฟังนะครับ แต่ก่อนจะเริ่ม ก็ขอเกริ่นอะไรสักหน่อย...ที่ตัดสินใจเขียนขึ้นมาก็เพราะว่ายังจำได้อยู่ เลยต้องรีบเขียนก่อนที่จะลืมนี่ล่ะ...

ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าตอนนี้ผมเป็นนักศึกษาปี 4 ของสถาบันแห่งหนึ่ง (ก็ผมมักจะบ่นเรื่องนี้ออกจะบ่อย ใน entry ที่แล้วมานี่เนอะ) ผมก็ต้องคิดเอาไว้ว่าพอเรียนจบแล้วจะทำอะไรต่อ บางคนก็คงคิดที่จะเริ่มทำงานเลย หรือบางคนก็อาจจะศึกษาต่อในประเทศหรือต่างประเทศ บางคนก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อในอนาคตดี ผมก็เคยเป็นคนประเภทหลังสุดนี่แหละครับ ตอนแรกก็กะไว้ว่าจะเรียนต่อแน่ๆ เพราะว่าดูจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้กำลังย่ำแย่เนื่องจาก Hamburger Crisis ที่เริ่มที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่ว แม้กระทั่งประเทศไทย มีหลายบริษัทที่เริ่มปิดตัวลงหรือไม่ก็ลดจำนวนพนักงาน ผมก็คิดว่าถ้าหางานทำตอนนี้ก็คงจะหายาก ก็เริ่มเลยตัดสินใจเรียนต่อขึ้นมา แต่อีกใจหนึ่งก็อยากที่จะหางานทำมากกว่า เพราะผมคิดว่า นี่ ตั้งแต่เกิดมาเนี่ย เราคงใช้จ่ายไปมากเหมือนกันนะ แล้วเงินที่เราใช้ไปเนี่ยมันใช่เงินเราซะที่ไหน เป็นเงินจากการทำงานหนักของพ่อกับแม่ต่างหาก คิดแล้วมันก็น้อยใจที่เราเองเนี่ยไม่สามารถ "หาเงิน" มาได้เองเลย ขนาดตอนที่ได้ไปฝึกงานเนี่ย ก็ดันไม่ได้ค่าตอบแทนเสียอีก เฮ้อ!  (แต่ก็ดีที่เขารับหมดทุกคนที่สมัครเข้าไป แล้วก็ได้ประสบการณ์จากการฝึกงาน แล้วก็เอาไปเขียนใน resume ได้อีกบรรทัดนึง - -') ปัดโธ๋โว้ย! มันน่าเจ็บใจ! ผมก็เลยพยายามที่จะงก เอ๊ย ใช้เงินอย่างประหยัดที่สุด เราอยากที่จะหาเงินได้ด้วยตนเอง เผื่อเวลาอยากซื้อของจะได้ซื้อได้อย่่างอิสระ นั่นก็ทำให้ผมอยากหางานทำขึ้นมา แต่ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะเอายังไง ก็ลองไปถามพ่อกับแม่ดูสักหน่อยดีกว่า แม่ก็บอกว่าเอาอย่างไรก็ได้ แต่เมื่อไปถามพ่อ พ่อก็อยากให้ผมเรียนต่อมากกว่า พ่อบอกว่าอยากให้ผมเรียนสูงเข้าไว้ ถ้าจะให้ดีก็เรียนปริญญาเอกไปเลย จะได้มีคนยอมรับนับถือ แล้วก็อยากให้มีคำย่อ "ดร." อยู่หน้าชื่อด้วย พอผมได้ฟังก็ไม่อยากจะขัดใจพ่อเลยล่ะครับ ก็เลยตัดสินใจที่จะเรียนต่อตั้งแต่นั้นมา...

เฮ้อ...บ่นเสร็จแล้วก็ขอกลับมาเข้าเรื่องกันเลยครับ เรื่องมันก็เริ่มที่ผมรู้จากอีเมล์ของกลุ่มวิชาโปรเจคครับว่าบริษัทซีเมนส์ (Siemens) จะมาทำการบรรยายแนะนำบริษัทที่คณะ แล้วก็จะมีการสัมภาษณ์รอบแรกในวันนั้นเลย ผมก็เลยสนใจ เข้าไปฟังบรรยาย ก็ได้ความว่า บริษัท Siemens เป็นบริษัทที่ทำกิจการหลายด้าน อย่างเช่น อุตสาหกรรม, พลังงาน, สุขภาพ (เครื่องมือแพทย์), แล้วก็บริการทางด้าน IT ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ก็ยังมีโปรแกรม SIS (ย่อมาจาก Siemens IT Solutions and Services) เป็นโปรแกรมสำหรับนักศึกษาฝึกงาน เพื่อฝึกความสามารถในการใช้โปรแกรม SAP ซึ่งเป็น Enterprise Resource Planning software ที่นิยมใช้กันในหลายบริษัททั่วประเทศ แบบว่าถ้าใช้ SAP เป็นก็มีโอกาสที่จะได้เข้าทำงานในบริษัทต่างประเทศง่ายขึ้นบ้าง ใช้เวลาในการฝึกงานประมาณ 6 เดือน แล้วคนที่ทำผลงานได้ดีในขณะที่ฝึกงานก็จะมีโอกาสได้เป็นพนักงานประจำของ Siemens อีกด้วย ผมก็เลยลองสมัคร SIS ไปเล่นๆ แต่ถึงจะได้จริงก็คงไม่เอาหรอกครับ เพราะว่าต้องเสียเวลาไป 6 เดือน ถ้าเรียนจบเดือนมีนาคมแล้วเข้าฝึก SIS กว่าจะเสร็จก็เดือนตุลาคมแล้ว อย่างนี้สู้เรียนต่อเลยจะดีกว่า...

พอฟังบรรยายเสร็จก็ได้เวลาสัมภาษณ์รอบที่หนึ่ง ตอนสัมภาษณ์ก็กังวลอยู่นิดหนึ่งเหมือนกัน แบบว่าฟังคำถามไม่ค่อยทัน แล้วก็สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษด้วย แต่นั่นไม่ใช้ปัญหาหรอกครับ บางทีก็รู้สึกตัวเองว่าใช้เวลาในการคิดตอบมากไปหน่อย...แต่มันก็ผ่านไปแล้วล่ะ...

หลังจากสัมภาษณ์ผ่านไปหลายวัน ผมก็ได้รับอีเมล์จาก Siemens บอกว่าผมผ่านการสัมภาษณ์รอบที่หนึ่งแล้ว ให้มาสัมภาษณ์รอบที่สองในวันที่ 14 ม.ค. 52 โอ้! เรานี่ก็มีฝีมือเหมือนกันแฮะ! ไหนๆ ก็ผ่านรอบหนึ่งแล้ว ลองไปรอบ 2 ดูดีกว่า เนื่องจากบริษัท Siemens มีสำนักงานอยู่ไกลจากรังสิตพอสมควร เพื่อนที่ผ่านสัมภาษณ์รอบที่ 1 เหมือนกันก็ชวนไปพักที่อพาร์ทเมนต์ของเขา ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากอพาร์ทเมนต์ไป Siemens น้อยกว่าจากรังสิตแน่นอน พอกลับบ้านไปผมก็เตรียมชุดสำหรับค้าง 1 คืน แต่ตอนกลางวันก็ใส่ชุดนักศึกษาชุดเดียวกับที่ใช้ก่อนไปนี่แหละครับ ตอนแรกก็คิดว่าเราจะได้สัมภาษณ์วันพรุ่งนี้แล้ว แต่ทว่า....หลังจากใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงกว่า พอไปถึงอพาร์ทเมนต์เพื่อนแล้ว ก็มีโทรศัพท์จาก Siemens มา ผมก็คิดว่า สงสัยเขาโทรมายืนยันการสัมภาษณ์พรุ่งนี้มั้ง ก็เลยรับโทรศัพท์...

สวัสดีครับ...อืม...ครับ..เอ๋...วะ ว่าไงนะ...หา! ไม่จริงน่า! ไม่จริ๊งงงงงงงง!!!

บังเอิญว่าคนสัมภาษณ์ไม่สามารถมาได้เนื่องจากติดภารกิจบางอย่าง การสัมภาษณ์ก็เลยถูกเลื่อนออกไปเป็นอาทิตย์หน้า! เขานัดใหม่อีกครั้งเป็นวันที่ 20-21 ม.ค. 52...อ้าว! แล้วที่เราอุตส่าห์เดินทางมานี่ล่ะ!? เฮอะ! นึกซะว่าเป็นการมาเที่ยวบ้านเพื่อนละกัน ตอนนั้นก็คิดว่ายังดีนะเนี่ยที่ไม่โทรบอกก่อนสัมภาษณ์ซักครึ่งชั่วโมง...เป็นอันว่่าผมกับเพื่อนอีกสองคนที่ถูกเลื่อนไปก็ไม่ได้สัมภาษณ์ แต่เพื่อนอีก 2 คนยังได้สัมภาษณ์สัปดาห์นี้อยู่ (เพราะคนสัมภาษณ์คนละคนกัน) ดีล่ะ! พรุ่งนี้ก็ไปด้วยดีกว่า จะได้รู้ว่าเขาจะถามอะไรบ้าง แล้วก็จะได้เตรียมตัวถูกด้วย วันต่อมาก็ไปที่สำนักงานใหญ่ของ Siemens กัน คนที่ไม่ได้สัมภาษณ์ก็รออยู่ด้านล่าง พอเพื่อนสัมภาษณ์เสร็จก็ลงมาเจอกัน ก็เลยถามไปว่าเขาถามอะไรบ้าง เพื่อนก็บอกว่า เขาถามว่า Privilege Card คืออะไร...หา ว่าไงนะ!? Privilege Card ตูเองก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยอ้ะ! แล้วก็มีถามอีกว่าในประเทศไทยเนี่ยมีรถยนต์ทั้งหมดกี่คัน ป๊าด! ป้าดป้าดป้าดป้าดป้าด! ใครมันจะไปรู้ฟะ ถ้าเราเจอคำถามอย่างนี้บ้างสงสัยตายสถานเดียว! พอสัมภาษณ์เสร็จก็ไปเที่ยวกันแถวสยามพารากอน แหม เกือบจะได้หลงรอบสองอีกแล้วครับ ก็เพื่อนบอกว่าจะไป Siam Paragon แต่ผมจะอยู่แถวๆ Central World พอเสร็จแล้วก็จะเดินไปหาที่พารากอนซะหน่อย ปรากฏว่าพอผมไปถึงพารากอนได้สักพัก เพื่อนก็โทรมาบอกว่าจะกลับกันแล้ว กำลังรออยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์...

หา! เซ็นทรัลเวิลด์!? นี่เราก็เพิ่งจะเดินจากเซ็นทรัลเวิลด์มาพารากอนได้สักพักเองนะ! ก็ได้ ก็ได้ กลับไปก็ได้ แล้วก็ได้เดินออกกำลังกายเล่นอีกครั้งหนึ่ง - -' พอเจอกันแล้วก็เริ่มเดินทางกลับ

เฮ้อ! ชักเหนือยแล้วสิ เนื้อเรื่องก็เพิ่งดำเนินไปแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นเอง ยังมีอะไรอยากจะเล่าอีกเยอะเลย แต่ก็มีงานที่ยังต้องทำด้วย เอาไว้ถ้ามีเวลาว่าง ผมจะกลับมาอัพ Part 2 ให้อ่านกันแน่นอนครับ!